skip to main | skip to sidebar

ดนตรีพื้นบ้าน (โปงลาง)

  • Home
  • Wordpress
  • Blogger
  • Download Blogger Templates

ประวัติโปงลาง

Posted by Unknown in วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2555

          โปงลาง คือ ระนาดพื้นเมืองอีสาน  เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเคาะทำ ทำนองและจังหวะไปพร้อมกัน ลูกระนาดทำจากไม้ท่อนขนาดลำแขน เป็นตัด กลึง และถากตกแต่งเทียบเสียงดนตรี โด , เร , มี , โซ , ลาเรียงเสียงลำดับจากต่ำไปสูงได้ 12 ลูก 13  ลูก  หรือ  14  ลูก  แล้วนำมาร้อยผืนระนาดด้วยเชือกเส้นโตขนาดเท่ากับเชือกผูกวัว   เวลาเล่นใช้แขวนเป็นแนวเฉียงลงมาทำมุมประมาณ 60 องศากับพื้น ให้ด้านลูกใหญ่เสียงทุ้มอยู่ตอนบนและด้านลูกเล็กสั้นและเสียงแหลมอยู่ตอนล่าง   การเคาะโปงลางมักใช้ผู้เล่น 2  คน  คนเล่นทำนองเพลงจะเข้าเคาะทางด้านหน้าของผืนโปงลาง  เรียกว่าเป็น “หมอเคาะ” อีกคนหนึ่งเข้าเคาะข้างขวามือของหมอเคาะ   มีหน้าที่เคาะเสียงประสานและทำจังหวะเรียกเป็น “หมอเสิร์ฟ”ไม้ที่นำมาทำลูกโปงลางนั้นนิยมใช้ไม้มะหาด(ไม้หมากหาด)  ซึ่งมีขึ้นอยู่ตามป่าเบญจพรรณทั่วไปไม้ชนิดนี้มีเปลือกเหนียวแข็งไม่บิด แตกเป็นเสี้ยน เวลาแห้งแล้วเคาะมีเสียงดังดีมาก ยิ่งเป็นไม้มะหาดจากต้นที่ยืนตายยิ่งเสียงดีเป็นพิเศษ  ช่างทำโปงลางบางคนจึงตัดเซาะเผารากต้นมะหาด แล้วปล่อยให้ยืนต้นตายก่อนโค่นมาทำลูกโปงลาง
          ไม้ชนิดอื่นๆนำมาทำลูกโปงลางได้ คือ ไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้ชิงชัน ไม้มะค่าแต้  เป็นต้น
ความเป็นมาของโปงลาง ชื่อโปงลางนี้เกิดขึ้นผ่านหลัง  มีตำนานเล่าว่าเกิดจากชื่อของ ลายแคน(เพลงแคน)ชื่อหนึ่งซึ่งหมอแคนในขบวนต้อนวัวไปขายเป็นผู้คิดทำนองขึ้น  เรื่องมีอยู่ว่า สมัยก่อนเมื่อหมดฤดูเก็บเกี่ยวข้าวในนาแล้ว ชาวอีสานผู้กล้าหาญมักจะรวมกันเข้าเป็นคณะกว้านซื้อวัว ควาย ม้า ในราคาท้องถิ่นซึ่งราคาถูกมาก เมื่อได้จำนวนมากพอแล้วก็จะจัดขบวนคาราวานต้อนฝูงสัตว์เหล่านั้นล่องลงไปขายเอากำไรถึง 3-4 เท่า ยังภาคกลาง แถวสระบุรี  นครนายก  ปราจีนบุรี  ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ในคณะหนึ่งๆของคาราวานต้อนสัตว์จะมีหัวหน้าคณะซึ่งได้รับสมญาว่า “นายฮ้อย”  ( เทียบได้ตำแหน่งนายร้อยในกองทหารนั่นเอง )   เป็นผู้ควบคุมขบวน และในขบวนนั้นจะใช้วัวต่างตัวพิเศษ 2 ตัวผูกคอด้วย “โปงลาง” ซึ่งเป็นกระดึงโลหะ ลูกค่อนข้างโตให้ตัวหนึ่งนำหน้าขบวน อีกตัวหนึ่งตามสุดท้ายของขบวน  เพื่อเป็นตัวให้สัญญาณว่าขบวนหน้าถึงไหนแล้วและขบวนหลังหักออกไปเท่าไหร่ จากสัญญาณเสียงกระดึงหรือโปงลางที่ผูกคอของวัวทั้งสองตัวพิเศษนี้ จะทำให้ขบวนทั้งขบวนเกาะกลุ่มกันได้ บางครั้งเมื่อขบวนผ่านมาทั้งแคบหว่างช่องเขา เสียงโปงลางนี้ยังบอกให้ขบวนอื่นที่อาจสวนทางมาหรืออยู่ข้างหน้าทราบ แล้วหาทางหลบหลีกกันได้ก่อนที่จะพาฝูงสัตว์ปะปนกันซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาสัตว์ชนกันหรือแยกฝูงกันเกิดตามมาขณะที่วัวต่างแขวนโปงลางเดินเลาะไปตามเชิงเขา โปงลางก็ย่อมจะกวัดแกว่งไปตามลีลาของวัวเกิดเสียงดัง “โปงหล่าง-โปงหล่าง” วิเวกวังเวงไปทั่วหุบเขา หมอแคนที่มาในขบวนคาราวานเกิดความบันดาลใจคิดประดิษฐ์เพลงแคน ( ลายแคน ) เลียนเสียงโปงลางนั้น เมื่อเป่าให้เพื่อนฟังเวลาตั้งค่ายพักแรมก็ได้ความนิยมชมชอบเป็นอันมาก เพราะเป็นลายแคนอันไพเราะ ยิ่งต่างคนต่างไปไกลบ้านความคิดถึงบ้านยิ่งทำให้ฟังแคนไพเราะวิเศษยิ่งขึ้นไปอีก
          ภายหลังมาเมื่อลายแคนลายโปงลางถูกถ่ายทอดกันไปเป็นทอดๆแบบเดียวกันกับเพลงพื้นเมืองทั้งหลาย บังเอิญมีนักดนตรีผู้หนึ่งเคาะระนาดเกราะลอ  ทำนองลายโปงลางอยู่ในไร่ของเขา เพื่อนฝูงได้ยินเสียงเพลงอันไพเราะต่างก็ติดตามเสียงเพลงมาดู แล้วถามว่ากำลังตีอะไร  หมอก็ตอบว่า กำลังตีลายโปงลาง คนฟังเพี้ยนไปว่ากำลังตีโปงลาง เครื่องดนตรีระนาดเกราะลอก็ได้รับการถ่ายทอดกันต่อๆมาว่าคือ โปงลาง ฟังแล้วก็คล้าย ๆ  ฟังนิทานเหมือนกัน

under: ประวัติ, โปงลาง

ลักษณะดนตรีพื้นบ้านอีสานและเพลงลูกทุ่งหมอลำ

Posted by Unknown in วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2555

ลักษณะดนตรีพื้นบ้านอีสาน

 

 

          เพลงพื้นบ้านอีสาน  เป็นศิลปวัฒนธรรมที่สืบทอดสืบต่อกันมานานในชนเผ่า ๆ  ที่อาศัยอยู่ในภาคอีสาน  เพลงพื้นบ้านอีสานที่นิยมเล่นมีลักษณะที่เป็นเอลักษณ์เฉพาะ  ซึ่งแตกต่างจากภาคอื่น ๆ  ดัง  ( วิรัช   บุษยกุล  :  2522 )   ได้เขียนบรรยายความจากข้อเขียนของอาจารย์เจริญชัย  ชนไพโรจน์  ถึงลักษณะดนตรีพื้นบ้านอีสาน โดยทั่วไปดังนี้  
          - ใช้บันไดเสียงแบบ  5  เสียง ( Pentotonic  Scale)
          - ท่วงทำนองออกไปทางบันไดเสียง  ไมเนอร์  จึงแฝงด้วยสำเนียงค่อนข้างจะได้อารมณ์เศร้า
          - การประสานเสียงในเพลงไม่มีรีระบบ  แต่สามารถบอกถึงลักษณะบันไดเสียงเป็นแบบไมเนอร์
          - ทำนองเพลงประกอบด้วยประโยคสั้น ๆ  แต่สามารถบรรเลงวกไปเวียนมาซ้ำๆ หลายครั้งตามต้องการจึงสามารถบรรเลงได้นานเท่าใดก็ได้
           - ความช้า – เร็ว ของจังหวะอยู่ในระดับปานกลาง  ไปจนถึงจังหวะค่อนข้างเร็ว
           - โครงสร้างของทำนองประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ ทำนองเกริ่นทำนองหลัก(Theme)   และทำนองย่อย  (Variations)
            - ทำนองเพลงพื้นบ้านชาวบ้านเรียกว่า   “ ลาย”  คือทำนองโดยการจดจำไม่มีการบันทึกโน้ตเพลง  และไม่ค่อยมีการแต่งเติมลายจึงไม่มีมากนัก

ลักษณะเพลงลูกทุ่งหมอลำ 

           ปัจจุบันเพลงพื้นบ้านที่นิยมเล่นกันในภาคอีสาน  จะเป็นเพลงที่มีลักษณะเป็นการประยุกต์  หรือที่เรียกว่า  เพลงลูกทุ่งหมอลำ  มีลักษณะดังนี้
            - เป็นเพลงที่มีเนื้อร้องที่ประทับใจผู้ฟัง  ที่มีทำนองหมอลำสลับกับทำนองเพลง  โดยทั่วไป  บางทีมักจะเรียกเพลงประเภทนี้ว่า  เพลงลูกทุ่งหมอลำ  เช่น  เพลงมักสาวปากแป  ขับร้องโดยโอ๋  เอ๋  และ เพลงตามใจแม่ ขับร้องโดย  สาธิต  ทองจันทร์  เพลงผู้บ่าวเมียเผอ  ขับร้อง  อภัสรา  เป็นต้น
             - เพลงที่ใช้เครื่องดนตรี อเล็กทรอนิกส์ บันทึกเสียง  เช่น  ออร์แกน  กีตาร์ไฟฟ้า  เบสส์  แทนเสียงเครื่องดนตรีพื้นบ้านซึ่งได้แก่  พิณ  แคน  ซอ  เป็นต้น
             - เป็นเพลงที่มีจังหวะสนุกสนาน  มีจังหวะกระชับหนักแน่นและเร็วเครื่องประกอบจังหวะมีความสำคัญพอ ๆ กับเสียงขับร้องเพลงที่มีลักษณะดังกล่าวได้แก่  หมอลำซิ่ง  ลำเดิน  และลำเพลินเพลงเหล่านี้จะมีจำหน่ายที่ร้านขายเทปและซีดีทั่วไปตามท้องตลาด
              - เพลงบรรเลงด้วยวงดนตรีพื้นบ้านอีสาน  ที่มีเครื่องดนตรีครบทุกกลุ่มเรียกว่า“วงโปงลาง”   ประกอบด้วย  โปงลาง  พิณ  แคน  โหวด  เบส  กลองรำมะนา   กลองยาวอีสาน  กั๊บแก๊บ  ไห  ซออีสาน   วงที่บรรเลงตามรูปแบบวงโปงลางได้แก่  วงดนตรีพื้นบ้านอีสานของสถาบันการศึกษาทั่วไปในภาคอีสาน หรือปัจจุบันมีเล่นแถบทุกภูมิภาคของประเทศ
               - ทำนองเพลงพื้นบ้านที่นิยมบรรเลงหรือขับร้องมากที่สุด  คือ  ทำนองลายเต้ย โขงซึ่งมีลักษณะบันไดเสียงที่ใช้แบบเพนตาทอ  มี  5    เสียง  คือ   เสียง  โด   เร   มี  ซอล   ลา  มี  ทำนองเพลงลายเต้ยโขง  ใช้ทั้งในเพลงไทยสากลได้แก่  เพลงขุนโขง ของ ม.ร.ว. ถนัดศรี  สวัสดิวัฒน์  ในเพลงลูกทุ่งของพรศักดิ์  ส่องแสง  หลายเพลงและเพลงหมอลำที่เรียกว่า “ ลำเต้ย” และลำเดิน นับได้ว่าเพลงพื้นบ้านอีสาน  เป็นวัฒนธรรมหนึ่งของชาวบ้านที่สืบทอดกันมา  โดยศิลปินชาวบ้านมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เข้ายุคสมัยนั้น ๆ จนปัจจุบันก็ได้รับความนิยมจากผู้ฟังและผู้บรรเลงอย่างกว้างขวาง และรูปแบบด้านจังหวะ ทำนอง  การใช้เครื่องดนตรีบรรเลงอาจะปรับเปลี่ยนไปจากเดิมบ้างตามอิทธิพลของวัฒนธรรมต่างชาติ  ซึ่งเป็นความเจริญทางด้านเทคโนโลยี  ผู้ศึกษาจึงควรพิจารณาถึงข้อดี  ข้อเสีย  เพื่อจะดำเนินการรักษาและส่งเสริมพัฒนาต่อไป

under: ดนตรีพื้นบ้าน, โปงลาง, เพลงลูกทุ่ง, ลักษณะ, หมอลำ, อีสาน

ดนตรีพื้นบ้านกับวัฒนธรรมและลักษณะดนตรีพื้นบ้าน

Posted by Unknown in วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2555



ดนตรีพื้นบ้านกับวัฒนธรรม   วัฒนธรรม  มาจากคำว่า (Culture)ในภาษาอังกฤษ
ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาลาตินคือ  “Cultura”  หมายถึงการเพาะปลูกหรือการปลูกผัง
                   พระเทพเวที  (ประยุทธิ์  ปยุตโต)  ได้ให้ความหมายของคำว่า “ วัฒนธรรม”  เนื่องในวันโอกาสปาถกฐาพิเศษ  100  ปี  พระยาอนุมานราชทน  เรื่องวัฒนธรรมกับการพัฒนา 
เมื่อวันที่  14  ธันวาคม  พ.ศ.  2531  ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติ
                   วัฒนธรรมคือ  ผลรวมของการสั่งสมสิ่งสร้างสรรค์  และภูมิธรรม  ภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมาของสังคมนั้น  ซึ่งรวมทั้งความรู้  ความเชื่อ  ศิลปะ  กฎหมาย  ศีลธรรม ขนบธรรมเนียมและประเพณี  และความสามารถและนิสัยอื่น ๆ ของสมาชิกในสังคม
                    ตามที่กล่าวมาแล้วว่า  ดนตรีพื้นบ้าน  หมายถึง  ความรู้ที่เกิดขึ้นจากความคิดสร้างสรรค์ของชาวบ้านในการใช้ภูมิปัญญา  สภาวะเครื่องดนตรีต่าง ๆ  และนำเอาภูมปัญญาดังกล่าวมาถ่ายทอดให้กับคนรุ่นหลัง  นอกจากนั้นดนตรียังเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมความเชื่อต่าง ๆ เช่น ผีฟ้า  ผีแถม   ซึ่งเป็นพิธีกรรมเกี่ยวกับการควบคุมความประพฤติของบุคคลในสังคม   ดังนั้นดนตรีจึงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมด้วย

ลักษณะเพลงพื้นบ้านของไทย 

เพลงพื้นบ้านของไทย   เป็นศิลปะการละเล่นที่อยู่ในวิถีชีวิตของชาวบ้าน
 เพื่อความสนุกสนานและประกอบพิธีกรรมของชาวบ้าน  เพลงพื้นบ้านของไทยทั้งเพลงขับร้องและบรรเลง ( สุกรี  เจริญสุข.   2532  :  84-85 )  มีลักษณะดังนี้
                   1. เพลงพื้นบ้านมีลักษณะเป็นเพลงร้องที่ผูกขึ้น  โดยอาศัยฉันทลักษณ์ของกลอนตลาด  และร่ายยาว  หรือเรียกว่า  ฉันทลักษณ์ของชาวบ้านได้แก่  แหล่เสภา   เพลงยาว หรือแม้แต่ร่ายยาวของพระเทศน์  ซึ่งเพลงพื้นบ้านนี้ไม่มีดนตรีประกอบ  ถ้าจะมีก็อาจปรบมือหรือเป็นเครื่องประกอบจังหวะเช่น  กรับ  ฉาบ  ฉิ่ง  กลอง
                    2. เพลงพื้นบ้านมีทำนองสั้น ๆ ซ้ำ ๆ วกไปเวียนมา  โดยเปลี่ยนเนื้อร้องไป
เรื่อย ๆ เข้าหลักที่ว่า  “ร้อยเนื้อทำนองเดียว”  อาจจะเป็นการร้องเดี่ยว  หรือมีลูกคู่ประกอบ
                    3. เนื้อเรื่องมีความสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด   เพลงที่นำมาผูกขึ้น  โดยอาศัย
ฉันทลักษณ์นั้นจะต้องมีความหมายเป็นเรื่องเป็นราว  ส่วนใหญ่จะเป็นนิทานสอนใจ  คติธรรมเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนา  ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน  ความรัก  ความรื่นเริง  การทำงานเป็นต้น
                     4. เครื่องดนตรี  ส่วนใหญ่เป็นเครื่องดนตรีประเภทจังหวะ  ซึ่งอาจจะเป็น  ฉาบ  ฉิ่ง  กรับ โหม่ง  โทน  กลองรำมะนา   กลองยาว  เครื่องดนตรีอื่นที่ใช้บรรเลงจะมี  พิณ  แคน  โปงลาง  โหวด เป็นต้น  เมื่อมีจังหวะประกอบกับการขับลำนำ  เครื่องดนตรีที่สามารถบรรเลงทำนองได้ก็จะบรรเลงประกอบคลอไปกับแนวลำนำ
                      5. แนวนิยมในการบรรเลงเพลงพื้นบ้านระบบชาวบ้านนั้น   การเล่นผสมวงจะเป็นทางใดก็สามารถบรรเลงได้ตามความถนัด  ไม่มีแบบแผนที่รัดกลุมนัก  เพียงแต่นัดหมาย หรือเข้าใจกันในระบบ  ดังนั้นการบรรเลงของชาวบ้านจึงเป็นแบบตามสะดวกกล่าวคือ  ใครมีความสามารถอะไรก็จะเล่นอย่างนั้น
                              

under: ดนตรี, โปงลาง, พื้นบ้าน, ลักษณะ, วัฒนธรรม, อีสาน

ดนตรีพื้นบ้านอีสาน (โปงลาง)

Posted by Unknown



         ดนตรี  หมายถึง  เครื่องบรรเลงมีเสียงทำให้เกิดความเพลิดเพลิน  สนุกสนานทำให้อารมณ์คล้อยตามเสียงที่เกิดขึ้นเป็นทำนอง ( พจนานุกรมไทย  ฉบับราชบัณฑิตยสถาน  พ.ศ.   2513 )

            ดนตรี  หมายถึง  เครื่องบรรเลงมีเสียงและระเบียบ  เป็นศิลปะแห่งการผลิตเสียงอันไพเราะที่มีธาตุประกอบเป็นทำนอง  จังหวะ  เสียงประสาน  ( สำเร็จ  คำโมง.  2537  :  1  อ้างอิงจาก Hornby and  Parnwell  1979  :  339 )  เสียงดนตรีที่นำมาเรียบเรียงเป็นทำนองและเสียงประสานต้องสอดคล้องกับจังหวะอย่างกลมกลืนและมีระบบ

             ดนตรีพื้นบ้าน (Folk  Music)  หมายถึง  ดนตรีที่เกิดขึ้นจากความคิดสร้างสรรค์ของชาวบ้าน  ที่นำวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาประดิษฐ์เป็นเครื่องดนตรี  ตามภูมิปัญญาของตน  เพื่อความบันเทิงและสนองต่อความเชื่อของตน  ดนตรีพื้นบ้านดั้งเดิมจะเป็นเพียงการขับร้อง  แต่ต่อมาชาวบ้านได้คิดประดิษฐ์เครื่องดนตรีขึ้นใช้บรรเลงประกอบการขับร้องนั้น  ( จารุวรรณ  ธรรมวัตร.  ม.ป.ป.  :  119-128)

             ดนตรีพื้นบ้านอีสาน  หมายถึง  ดนตรีที่เกิดขึ้นมาจากความคิดสร้างสรรค์ของชาวอีสาน  ในการนำเอาวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นทางภาคอีสานมาคิดประดิษฐ์ทำเครื่องดนตรี  สำหรับใช้ประกอบการขับร้องแบบดั้งเดิม  มีลักษณะสำคัญดังต่อไปนี้
1.  ไม่มีการบันทึกเป็นตัวโน้ต  แต่ชาวบ้านจะจดจำหรือฝึกร้องกันแบบปากต่อปาก
              2.   เป็นเพลงสั้น ๆ แต่ร้องย้อนวนไปวนมาหลาย ๆ ครั้ง  เมื่อเห็นสมควรก็จะลงจบ
              3.   เพลงพื้นบ้านดั้งเดิมจะไม่มีดนตรีประกอบ  ต่อมาเมื่อมีการนำเอาวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาทำเป็นเครื่องดนตรีจึงได้นำเอามาบรรเลงประกอบการขับร้อง  เช่นนำไม้เนื้อแข็งมาประกบกัน  2  คู่  โดยใช้มือทั้งสองข้างเล่น  เรียกว่า  “ กั๊บแก๊บ” ประกอบการลำที่เรียกว่า  “ หมอลำกั๊บแก๊บ”  หรือ ไม้เนื้อแข็ง(มะหาด) นำมาทำเป็น “โปงลาง”   ใช้บรรเลงโปงลาง  ลำประกอบเรียกว่า  “ลำเซิ้งโปงลาง”

               การขับร้องและการเล่นเครื่องดนตรีของแต่ละท้องถิ่น  ในภาคอีสานมีความแตกต่างกันออกไปตามวัฒนธรรมด้านดนตรีและวัฒนธรรมด้านอื่น ๆ เช่นวัฒนธรรมทางด้านภาษา  วัฒนธรรมการแต่งกาย  วัฒนธรรมด้านชีวิตความเป็นอยู่  เป็นต้น


under: ดนตรีพื้นบ้าน, โปงลาง, อีสาน

Feeds

feeds
get latest updates on news and subscribes to our feeds

Search

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

เกี่ยวกับฉัน

ดูโปรไฟล์ทั้งหมดของฉัน

คลังบทความของบล็อก

  • ▼  2012 (4)
    • ▼  กันยายน (4)
      • ประวัติโปงลาง
      • ลักษณะดนตรีพื้นบ้านอีสานและเพลงลูกทุ่งหมอลำ
      • ดนตรีพื้นบ้านกับวัฒนธรรมและลักษณะดนตรีพื้นบ้าน
      • ดนตรีพื้นบ้านอีสาน (โปงลาง)

Archives

  • ▼ 2012 (4)
    • ▼ กันยายน (4)
      • ประวัติโปงลาง
      • ลักษณะดนตรีพื้นบ้านอีสานและเพลงลูกทุ่งหมอลำ
      • ดนตรีพื้นบ้านกับวัฒนธรรมและลักษณะดนตรีพื้นบ้าน
      • ดนตรีพื้นบ้านอีสาน (โปงลาง)
 
Box-Tube Box Modulize WordPress Theme By Dezzain Studio
©2006-2008 ดนตรีพื้นบ้าน (โปงลาง)
Converted to Blogger Templates | Distributed by Bloggets